ธรรมะใกล้ตัวฉบับ Lite ฉบับวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ – ดังตฤณ
ข่าวช็อกโลกในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรเกินการจากไปของไมเคิล แจ็กสันผู้เป็นดาวค้างฟ้าบุญเก่ากับความเพียรใหม่ส่งผลให้เขาอยู่ในใจแฟนทั่วโลกตลอดมาเป็นเวลายาวนานหลายสิบปีแม้กระทั่งวาระสุดท้ายคอนเสิร์ต This Is It ที่กำลังจะเปิดแสดงที่ลอนดอนก็มียอดจำหน่ายตั๋วรวดเร็วที่สุดคือ ๗ แสนใบขายเกลี้ยงภายในเวลา ๔ ชั่วโมง! หากมองไมเคิล แจ็กสันโดยความเป็นชีวิตที่ยิ่งใหญ่ก็น่าถามว่ายิ่งใหญ่อย่างไรเอาข้อเท็จจริงสักสองสามมุมมาฉายเป็นภาพกระทบใจกันผมอ่านสถิติที่ไมเคิลทำไว้แล้วก็เกิดความรู้สึกกระทบใจอย่างใหญ่อยู่สองแง่ ภาพแรกคือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์MV เพลง Black or White ที่ออกฉายใน ๒๗ ประเทศทั่วโลก เมื่อวันที่ ๑๔ พ.ย. ๒๕๓๔มีผู้ชมทางโทรทัศน์พร้อมกันราว ๕๐๐ ล้านคนพร้อมกัน! คุณลองนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้และมีมนุษย์จำนวน ๕๐๐ ล้านคนรับรู้และเฝ้าติดตามพร้อมกันเหมือนทุกหย่อมหญ้าโกลาหลไปด้วยความคึกคักของผู้คนด้วยแรงดึงดูดอันทรงพลังของคนเพียงคนเดียวมันจะมีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกบ้างไหม? เสียดายนะครับ ลองนึกๆดูแล้วแทนที่จะเป็นไมเคิล แจ็กสันให้หลวงพ่อปราโมทย์ไปปรากฏตัวบนเวทีที่มีคนติดตามกัน ๕๐๐ ล้านทั้งโลกคงสว่างไสวไม่มีอะไรเกินทีเดียวเราอาจได้ข้อสรุปว่า ทั่วโลกอาจกระเพื่อมไหวเปรี้ยงปร้างด้วยพายุบันเทิงลูกใหญ่แต่ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยที่ทั่วโลกจะสงบนิ่งสว่างไสวด้วยมหาสมุทรธรรมะไพศาล อีกสถิติหนึ่งของไมเคิลที่ผมสนใจคือเขามีเงินแล้วแบ่งไม่ว่าจะเป็นทางลับหรือทางเปิดอย่างองค์กรกุศลที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการก็ปาเข้าไป ๓๙ แห่ง ล้วนเป็นองค์กรระดับยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสิ้น ใครจะด่าเขาอย่างไรก็คงไม่มีความสามารถช่วยโลกได้เท่าเขากันสักกี่คนผมเองไม่ชอบความเป็นต้นแบบลูบเป้าของเขาเลยไม่ชอบต้นแบบของจินตภาพปีศาจเต้นได้ที่เขาฝังไว้ในความทรงจำของแฟนๆที่นิยมเลียนแบบตามด้วยแต่ก็ยิ้มให้กับวิธีใช้เงินของเขาเสมอการหว่านเงินช่วยใครต่อใครยามมั่งมีศรีสุขนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นกับเศรษฐีทุกคนเพราะของแบบนี้มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องฉลาดในการให้ด้วยถ้าใจไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่งใหญ่จริงอย่างไรก็คงคิดไม่ออกว่าจะเอาเงินที่มีอยู่ไปทำอะไรดีเหมือนเศรษฐีหลายคนที่บริจาคให้องค์กรกุศลก็หวังแค่เอาไว้หักภาษีแต่สำหรับพวกที่บริจาคเกินกว่าจะเอามาหักภาษีเป็นเวลาต่อเนื่องยาวนานก็ต้องให้เกียรติว่าน่าจะมีใจจริงกันบ้างล่ะ จริงๆผมไม่ใช่แฟนตัวยงของไมเคิลแล้วที่กล่าวมาทั้งหมดก็ไม่ได้ประสงค์จะไว้อาลัยโดยการสรรเสริญเขาเป็นกรณีพิเศษแต่ชีวิตที่ผ่านมาของคนตายย่อมมีเรื่องดีๆให้กล่าวขานถึงมากกว่าจะไปพิพากษาว่าตายแล้วเขาสมควรไปไหน ผมไม่อยากเห็นชาวพุทธพูดถึงคนตายตามบอร์ดต่างๆด้วยความเชื่อมั่นว่าถ้าเป็นดาราหรือนักร้องอย่างไรก็ต้องไปไม่ดีแน่ๆธรรมเนียมของชาวพุทธจะเลือกหาแง่ดีในชีวิตคนตายมาให้เกียรติ มาเชิดชู ว่าชีวิตของเขาทิ้งอะไรดีๆไว้ในโลกบ้าง ความจริงก็คือคนที่ทำอาชีพอื่นๆชนิดที่เป็นวิถีทางของสุจริตชนนั้นก็หาได้รอดพ้นไปจากความเสี่ยงที่จะไปอบายไม่ต้องชั่งน้ำหนักกันด้วยมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรมทั้งชีวิตว่าเอียงไปในทางสว่างหรือทางมืดมากกว่ากันหาใช่ว่าอาชีพที่มีฐานเป็นกุศลจะได้ขึ้นสวรรค์เสมอไปยกตัวอย่างเช่นอาชีพหมอและอาชีพครูดูไปแล้วน่าจะสว่างจ้า ที่ช่วยรักษาคนและช่วยให้ความรู้แก่เยาวชนแต่คุณเห็นไหมว่าหมอกี่คนต้องเข้าคุกและมีครูกี่คนต้องคดีทางเพศ? มนุษย์ผู้ปราศจากจุตูปปาตญาณย่อมเอาอคติเพราะรักหรือเพราะชังของตนเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าใครจะไปดีหรือไปร้าย และสิ่งที่ควรระวังก็คืออาการเพ่งโทษด้วยความสะใจเห็นใครที่เราไม่ชอบตายดับก็จะเอามาเหยียบย่ำว่ามีหวังต้องไปนู่นไปนี่ตามที่เราคาดเพราะอาการเพ่งเล็งคล้ายสาปแช่งกลายๆนั้นถามว่าจิตเป็นกุศลหรืออกุศลพูดไปแล้วเกิดความสว่างหรือความมืดคุยกันเพื่อให้เกิดความสังวรในกรรมวิบากหรือว่าเพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าเขาต่ำต้อย ฉันสิประเสริฐกว่า พระพุทธศาสนาให้มองตามจริงใครมีส่วนดีร้ายเท่าไร เขาก็จะเป็นทายาทรับส่วนดีร้ายนั้นเองความชอบใจหรือไม่ชอบใจของเราไม่อาจตัดเอาเรื่องดีร้ายของเขาออกจากการคำนวณของกรรมในยามที่จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นได้เลย ความดีความร้ายในการคิด การพูด และการทำของเราก็ด้วยต่อให้เข้าข้างตัวเองแค่ไหนถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผลก็จะเผล็ดผลด้วยน้ำหนักดีร้ายที่สะสมมาเป๊ะๆโดยไม่มีการเอาความเข้าข้างตัวเองของเรามามีส่วนในการคำนวณด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว! ดังตฤณกรกฎาคม ๒๕๕๒
Read Full Post | Make a Comment ( None so far )

